แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 180
1
การสร้างอาชีพขายอาหารตามสั่งต้องคิดเรื่องต้นทุน ราคาขายให้เหมาะสมกับคุณภาพอาหาร

การเริ่มต้นธุรกิจอาหารตามสั่งอาจเป็นโอกาสอันน่าตื่นเต้นสำหรับผู้ประกอบการที่รักการทำอาหารและต้องการเสิร์ฟอาหารอร่อยๆ ให้กับลูกค้า ความสำเร็จในธุรกิจประเภทนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรสชาติเพียงอย่างเดียว หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดว่าร้านอาหารของคุณจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวคือการบริหารต้นทุนและกลยุทธ์การกำหนดราคาที่เหมาะสม

การกำหนดราคาขายอาหารตามสั่งให้เหมาะสมกับต้นทุนและคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำธุรกิจ ขั้นตอนการคำนวณและปัจจัยที่ควรพิจารณาเพื่อตั้งราคาที่สมเหตุสมผลและทำกำไรได้ดีกัน

1. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับต้นทุนอาหาร
ต้นทุนอาหาร หมายถึง ค่าใช้จ่ายจริงที่ต้องใช้ในการเตรียมอาหารแต่ละจาน ซึ่งรวมถึง:
วัตถุดิบ (เนื้อสัตว์, ผัก, ข้าว, ซอส, เครื่องปรุงรส)
น้ำมันปรุงอาหาร แก๊ส หรือไฟฟ้า
วัสดุบรรจุภัณฑ์ (สำหรับซื้อกลับบ้านหรือจัดส่ง)
เครื่องปรุงรสและเครื่องเคียง
การทราบแน่ชัดว่าต้นทุนในการเตรียมอาหารแต่ละจานคือเท่าไร จะทำให้คุณสามารถกำหนดราคาขายที่ให้ผลกำไรมากกว่าขาดทุน

วิธีคำนวณ:
นำราคาวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ใน 1 จานมาบวกกัน เช่น ข้าวผัดกะเพราหมูสับ 1 จาน:
ข้าวสาร 1 ทัพพี: 5 บาท
หมูสับ 50 กรัม: 10 บาท
พริก, กระเทียม: 3 บาท
ใบกะเพรา: 2 บาท
น้ำมัน, ซอสปรุงรส: 3 บาท
รวมต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน: 23 บาท

คำนวณค่าใช้จ่ายคงที่และค่าใช้จ่ายแปรผัน
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องนำมาคิดรวมด้วย เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในระยะยาว:
ค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Costs): คือค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนไม่ว่าจะขายได้มากหรือน้อย เช่น ค่าเช่าร้าน, ค่าจ้างพนักงาน, ค่าน้ำ, ค่าไฟ
ค่าใช้จ่ายแปรผัน (Variable Costs): คือค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนการผลิต เช่น ค่าบรรจุภัณฑ์ (กล่องโฟม, ถุงพลาสติก), ค่าถุงพลาสติกหูหิ้ว, ค่ากระดาษทิชชู

2. การสร้างสมดุลระหว่างราคาและคุณภาพ
ลูกค้ามักจะเปรียบเทียบขนาด รสชาติ และการนำเสนอกับราคาที่จ่ายไป หากราคาสูงเกินไปเมื่อเทียบกับคุณภาพ พวกเขาอาจไม่กลับมาอีก ในทางกลับกัน หากราคาต่ำเกินไป คุณอาจดึงดูดลูกค้าได้แต่สุดท้ายก็หมดกำไร

กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือ:
ใช้วัตถุดิบสดและมีคุณภาพ
ปรับขนาดส่วนให้เหมาะสม
ตั้งราคาให้สะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงของมื้ออาหาร
ยกตัวอย่างเช่น หากผัดกะเพราหมูจานหนึ่งราคา 35 บาท คุณก็ไม่ควรขายในราคา 40 บาท หากต้องการความยั่งยืนในระยะยาว ราคาที่เหมาะสมอาจอยู่ที่ 50-60 บาท ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ

3. การพิจารณาต้นทุนที่ซ่อนอยู่
นอกจากส่วนผสมแล้วอย่าลืมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น:
ค่าเช่าหรือค่าบำรุงรักษาร้านค้า
เงินเดือนพนักงาน (หากคุณจ้างพ่อครัวหรือพนักงานเสิร์ฟ)
สาธารณูปโภค เช่น น้ำ ไฟฟ้า และอินเตอร์เน็ต
ค่าธรรมเนียมการตลาดและการจัดส่งแอป
ควรคำนวณต้นทุนที่ซ่อนอยู่เหล่านี้ด้วยเมื่อกำหนดราคาขาย

กำหนดเปอร์เซ็นต์กำไรที่ต้องการ
ธุรกิจอาหารตามสั่งส่วนใหญ่จะตั้งเป้าเปอร์เซ็นต์กำไรจากต้นทุนวัตถุดิบที่ประมาณ 30-50% ครับ ถ้าคุณภาพวัตถุดิบดีเยี่ยม หรืออยู่ในทำเลดี มีคนเยอะ อาจตั้งกำไรได้สูงขึ้น

วิธีคำนวณ:
สมมติว่าคุณต้องการกำไร 40% จากต้นทุนวัตถุดิบ
ต้นทุนวัตถุดิบ (กะเพราหมูสับ): 23 บาท
กำไรที่ต้องการ (40%): 23 x 0.40 = 9.2 บาท
ราคาขายที่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ: 23 + 9.2 = 32.2 บาท

4. การสร้างความไว้วางใจของลูกค้า
ลูกค้าให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์และความสม่ำเสมอ เมื่อพวกเขารู้สึกว่าคุณภาพอาหารคุ้มค่ากับราคา พวกเขามีแนวโน้มที่จะกลับมาซื้อซ้ำ ร้านที่สะอาด บริการที่เป็นมิตร และรสชาติที่คงที่ ล้วนเพิ่มมูลค่าที่ลูกค้ายินดีจ่าย

5. กลยุทธ์การกำหนดราคาอย่างชาญฉลาด
เสนอขนาดส่วนที่แตกต่างกัน (เล็ก, ปกติ, ใหญ่) เพื่อให้เหมาะกับงบประมาณที่แตกต่างกัน
สร้างชุดอาหารคอมโบที่คุ้มค่ายิ่งขึ้นทั้งสำหรับคุณและลูกค้าของคุณ
ปรับเมนูของคุณตามฤดูกาลตามต้นทุนวัตถุดิบ หลีกเลี่ยงการขายอาหารที่มีราคาแพงเกินไปในบางช่วงของปี

การทำธุรกิจอาหารตามสั่งไม่ได้หมายถึงแค่การทำอาหารรสเลิศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการทางการเงินอย่างชาญฉลาดด้วย การคำนวณต้นทุนอาหารอย่างรอบคอบ การกำหนดราคาที่เป็นธรรม และการรักษาคุณภาพอาหาร จะช่วยให้คุณสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน สร้างความพึงใจให้กับลูกค้าและสร้างผลกำไรในระยะยาว

2
สายยางให้อาหารสายยางตัน จะต้องแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ?

หากเกิดปัญหา สายยางให้อาหารอุดตัน ผู้ดูแลสามารถดำเนินการแก้ไขเบื้องต้นอย่างระมัดระวังได้ตามขั้นตอนดังนี้ครับ:


ขั้นตอนการแก้ไขเบื้องต้นเมื่อสายยางตัน

ใช้ไซริงค์ดันน้ำอุ่น: ใช้ไซริงค์ขนาด 50 ซีซี บรรจุน้ำอุ่น (ไม่ใช่น้ำร้อนจัด) ประมาณ 10–20 ซีซี แล้วค่อยๆ ดันลงไปในสายยางเบาๆ สลับกับการดึงกระบอกฉีดกลับเพื่อสร้างแรงดันและแรงดูดให้เศษอาหารหลุดออก

คลึงสายยางเบาๆ: ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ค่อยๆ คลึงสายยางในส่วนที่มองเห็นว่ามีเศษอาหารอุดตันอยู่ เพื่อช่วยให้เศษอาหารแตกตัวและหลุดออกได้ง่ายขึ้นเมื่อล้างด้วยน้ำ

ใช้ไซริงค์ขนาดเล็กสร้างแรงดัน: ในบางกรณีการใช้ไซริงค์ขนาดเล็ก (เช่น 10 ซีซี) อาจช่วยสร้างแรงดันน้ำได้มากกว่า แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังสูงเพื่อไม่ให้สายยางแตกหรือหลุดจากตำแหน่งเดิม


สิ่งที่ไม่ควรทำโดยเด็ดขาด

ห้ามใช้ของแข็งสวนสาย: ห้ามใช้ลวด ไม้จิ้มฟัน หรือของมีคมใดๆ แหย่เข้าไปในสายยางเพื่อกระทุ้งเศษอาหาร เพราะอาจทำให้สายยางทะลุและเกิดอันตรายต่อร่างกายผู้ป่วยได้

ห้ามดันสายกลับเข้าไปเอง: หากสายยางเลื่อนหลุดออกมาจากตำแหน่งเดิมขณะพยายามแก้ไข ห้ามดันสายกลับเข้าไปเองเพราะอาจเข้าผิดตำแหน่งและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

แนวทางการป้องกันในอนาคต
ล้างสาย (Flush) ทุกครั้ง: ต้องล้างสายด้วยน้ำต้มสุกทั้งก่อนและหลังการให้อาหาร รวมถึงหลังการให้ยา เพื่อไม่ให้มีเศษอาหารหรือยาค้างในสายจนบูดเน่าและอุดตัน

ตรวจสอบอาหารปั่น: หากทำอาหารปั่นผสมเอง (DIY) ต้องมั่นใจว่าปั่นจนละเอียดและกรองด้วยตะแกรงตาถี่อย่างน้อย 2 รอบ เพื่อป้องกันกากใยชิ้นใหญ่ไปอุดตันสาย

จัดระเบียบอุปกรณ์: การจัดเก็บอุปกรณ์ให้อาหารให้สะอาดและเป็นระเบียบสไตล์ Minimal จะช่วยให้คุณสังเกตเห็นสิ่งสกปรกหรือความผิดปกติของสายยางได้เร็วขึ้นครับ

หมายเหตุสำคัญ: หากพยายามใช้ความดันน้ำอุ่นแล้วสายยางยังไม่หายตัน หรือสายยางเลื่อนหลุดออกมามากผิดปกติ ควรรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์หรือปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อเปลี่ยนสายยางใหม่ทันทีครับ

3
ข้อเสียของ อาหารสายยาง อาหารปั่นผสม ทั่วไป !

อาหารปั่นผสม เป็นอาหารที่ใช้ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถกลืนอาหารเองได้ เป็นอาหารทางการแพทย์ที่ได้รับความนิยมและการยอมรับที่สามารถใช้ได้ในทางการแพทย์ เพื่อให้กับผู้ป่วยที่ต้องให่อาหารทางสายยาง โดยมีกระบวนการผลิตที่ต้องมีนักโภชนาการควบคุม และต้องมีคำสั่งจากแพทย์ และต้องการรับรองจากแพทย์จึงจะสามารถนำอาหารปั่นผสมมาให้แก่ผู้ป่วยได้ อาหารปั่นผสม แม้จะมีการควบคุมจากนักโภชนาการ และกระบวนการผลิตที่มีความสะอาดและปลอดภัยตามมาตรฐานของโรงพยาบาล แต่ก็ยังมีข้อเสียอยู่ในเรื่องของวัตถุดิบและระยะเวลาในการเก็บรักษาของอาหารปั่นผสม

ข้อเสียของอาหารปั่นผสมนั้น คือระยะเวลาในการเก็บอาหารนั้นน้อยเกินไป เนื่องจากอาหารปั่นผสมจะต้องรับประทานทันทีหลังจากปรุงเสร็จ เพื่อความสดใหม่ของอาหารและอาหารปั่นผสมมีความเสียได้ง่าย จึงมีความจำเป็นต้องรับประทานอาหารทันที แม้ว่าอาหารจะผลิตจากวัตถุดิบที่สดใหม่ และปรุงสุกแล้ว แต่กระบวนการการเก็บรักษายังไม่ดีเท่าที่ควร อาหารปั่นผสมจึงไม่สามารถทำสต็อคไว้ได้

รวมไปถึงผู้ป่วยที่ต้องใช้อาหารปั่นผสมทุกวัน ก็ไม่สามารถกักตุนอาหารไว้ได้ จึงต้องผลิตอาหารปั่นผสมวันต่อวัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย และสารอาหารที่มีคุณภาพที่ผู้ป่วยจะได้รับเข้าสู่ร่างกาย สำหรับข้อเสียของอาหารปั่นผสม นอกจากระยะเวลาของการเก็บรักษาอาหารแล้ว ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่าย เพราะอาหารปั่นผสมมีราคาที่ค่อนข้างแพงหากเทียบกับราคาอาหารทั่วไปต่อ 1 มื้อ เพราะต้องใช้กระบวนการในการผลิตหลายขั้นตอนนั่นเอง

ทั้งนี้เราสามารถคิดค้นกรรมวิธีที่สามารถทำให้อาหารปั่นผสมสามารถเก็บรักษาได้นานขึ้น โดยอาหารไม่เสียและไม่เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วย ทั้งอาหารปั่นผสมของเรายังมีราคาที่ไม่สูงมากและหาซื้อได้ที่โรงพยาบาลธนบุรี 2 และโรงพยาบาลกรุงเทพ-พัทยา นอกจากนี้ผู้ป่วยจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนใน 3 มื้อต่อวัน คุณสมบัติข้างต้นถือเป็นจุดเด่นของอาหารปั่นผสม และทางเรายังได้รับการรองรับมาตรฐานความปลอดภัย เนื่องด้วยผลิตจากห้องปลอดเชื้อของโรงพยาบาลและยังมีแพทย์และนักโภชนาการควบคุมการผลิตอีกด้วย

4
จัดฟันบางนา: หลังจากเข้ารับการจัดฟันแบบใส ต้องใส่รีเทนเนอร์ไหม

สุขภาพช่องปากและฟัน ถือว่ามีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก เนื่องจากเราจะต้องใช้ปากและฟันในการรับประทานอาหาร บดเคี้ยวอาหาร ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม หากเราไม่ดูแลรักษาความสะอาดในเรื่องของช่องปากและฟันให้ดี แน่นอนว่าจะทำให้เกิดปัญหาฟันจนนำไปสู่การสูญเสียฟันได้ ซึ่งการสูญเสียฟันก็ส่งผลทำให้เกิดปัญหาฟันห่าง ฟันล้ม ฟันซ้อนเกได้

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาต่างๆก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการเข้ารับการจัดฟัน ซึ่งการเข้ารับการจัดฟันนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฟันอย่างเดียวแต่เรื่องของการดูแลรักษาความสะอาดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้การเข้ารับการจัดฟัน มีผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพด้วย ดังนั้นวิธีดูแลระหว่างการจัดฟัน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะการจัดฟันต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ต้องมีความเอาใจใส่ในการดูแล สุขภาพช่องปากและฟัน

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากลิ่นปากและฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ หรือเป็นแผลในช่องปากตามมา ที่สำคัญที่สุดก็คือ การปฏิบัติตัวหลังจากการจัดฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ควรละเลย เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาฟันซ้ำอีกครั้งได้ ซึ่งหลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว ภายหลังจากการจัดฟัน จะต้องสวมใส่เครื่องมือเพื่อคงสภาพฟันให้อยู่ในตำแหน่งเดิม นั่นก็คือ การสวมใส่รีเทนเนอร์ แต่ใครที่สนใจเข้ารับการจัดฟันแบบใส อาจจะสงสัยว่า ภายหลังจากการจัดฟันแบบใส เราจะต้องสวมใส่รีเทนเนอร์หรือไม่ เพราะเครื่องมือการจัดฟันแบบใส ก็มีหน้าตาคล้ายกับรีเทนเนอร์อยู่แล้ว และจำเป็นไหมที่เราจะต้องใส่รีเทนเนอร์เพื่อคงสภาพฟัน

 วันนี้เราจะมาพูดถึงการเข้ารับการจัดฟันว่า ภายหลังจากที่ผู้เข้ารับการจัดฟันจะต้องสวมใส่รีเทนเนอร์หรือไม่ ก่อนอื่นเราจะมาพูดถึงการทำงานของรีเทนเนอร์ก่อนว่า ทำหน้าที่อะไร และมีความจำเป็นอะไรที่ผู้เข้ารับการจัดฟันจะต้องสวมใส่รีเทนเนอร์หลังจากการจัดฟัน ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า หลังจากการจัดฟันเสร็จเรีนบร้อยแล้ว ฟันที่เรียงสวยของเราจะไม่อยู่กับที่แบบถาวร

เพราะมีโอกาสที่ฟันจะสามารถขยับเขยื้อนได้ หากไม่มีการยึดตำแหน่งให้เนื้อฟันและกระดูกของฟันหยุดอยู่กับที่ สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ฟันของผู้เข้ารับการจัดฟันเรียงตัวกันอย่างสวยงามต่อไปได้เลยคือ รีเทนเนอร์ ซึ่งรีเทนเนอร์ เป็นเครื่องมือที่สามารถถอดได้ที่ช่วยรักษาสภาพฟันให้คงอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่ให้ฟันเคลื่อนตัวหลังถอดเครื่องมือจัดฟันออกไปเเล้ว ซึ่งหลังจากกการจัดฟันแบบใส

ทันตแพทย์อาจจะแนะนำให้สวมใส่รีเทนเนอร์แบบใส ที่ขึ้นรูปโดยการถูกทำให้ร้อนและดูดลงไปที่แม่พิมพ์ของฟัน รีเทนเนอร์จะให้ความพอดีกับตำแหน่งฟันใหม่ ดังนั้น หลังจากการจัดฟันแล้ว จำเป็นต้องใส่รีเทนเนอร์ครอบฟันบนและฟันล่าง เพื่อป้องกันฟันเคลื่อนไปจากตำแหน่งที่จัดฟันไว้ ไม่ให้ฟันเคลื่อนตำแหน่งผิดรูป สำหรับหน้าที่ของรีเทนเนอร์ที่สำคัญคือ ช่วยจัดตำแหน่งของฟันให้เรียงตัวสวย และรักษาอาการผิดปกติของ ช่องปากได้บางอย่าง ได้แก่ ฟันห่าง สำหรับผู้ที่มีช่องว่างระหว่างฟันเล็กน้อย ควรสวมใส่รีเทนเนอร์เพื่อให้ฟันเคลื่อนตัวมาชิดกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าหากไม่สวมใส่รีเทนเนอร์หลังจากการจัดฟันก็จะทำให้มีโอกาสฟันล้ม ฟันเก หรือฟันห่างได้ซึ่งเท่ากับว่าการจัดฟันที่ผ่านมานั้นสูญเปล่า เจ็บตัวฟรี เสียเงินฟรี และต้องกลับไปจัดฟันใหม่อีกรอบนั่นเอง

หากสนใจเข้ารับการจัดฟันแบบใส สามาถติดต่อขอรับคำแนะนำจากทันตแพทย์ของทางคลินิกได้ เพราะทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและยังได้รับการรับรองสูงสุดจาก Invisalign ให้สามารถให้บริการจัดฟันแบบใสได้ ตามมาตรฐานสากล เพราะเราอยากให้ทุกคนมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี เพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งยังช่วยทำให้ผู้เข้ารับการจัดฟันมีบุคลิกภาพที่ดีขึ้นด้วย

5
ซอสโบโลเนสเนื้อ Bolognese Sauce อาหารพร้อมทาน

รายละเอียดสินค้า
อาหารพร้อมทาน ซอสโบโลเนสเนื้อ หอมอร่อย เนื้อเต็มๆ
ซีกซองสามารถทานได้เลย ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ
ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโดยใช้ความร้อนสูง และบรรจุในถุงอลูมิเนียม
เพื่อรักษาคุณภาพและความสดอร่อย โดยสามารถเก็บที่อุณหภูมิห้อง
ไม่จําเป็นต้องแช่เย็นเก้บได้นานถึง 18 เดือน

ขนาด 180 กรัม น้ำหนักเนื้อ 140 กรัม

บรรจุภัณฑ์ไม่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ ( This packaging is not suitable for microwave use. )
อย 10-1-01554-5-0144
ฮาลาล
 
ช่องทางการสั่งซื้อ
 
เบอร์ : 02-398-5600 , 063-207-6926
Line : https://lin.ee/YWCEYud
page : https://www.facebook.com/BYSNFOOD
Shopee : https://shopee.co.th/sn.foods




6
วิธีสร้างรายได้พิเศษด้วยการขายอาหารทำเองเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการทำอาหารของคุณให้เกิดประโยชน์

ในโลกทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนมากมองหาวิธีที่จะสร้างรายได้พิเศษและหนึ่งในทางเลือกที่ทำได้จริงและคุ้มค่าที่สุดคือการขายอาหารที่บ้าน ไม่ว่าคุณจะมีความหลงใหลในการทำอาหารหรือต้องการเปลี่ยนทักษะการทำอาหารของคุณให้กลายเป็นธุรกิจ การขายอาหารจากที่บ้านอาจเป็นโอกาสที่ดีได้ การหารายได้เสริมจากการขายอาหารทำที่บ้านเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการใช้ทักษะการทำอาหารของคุณให้เกิดประโยชน์

การสร้างรายได้เพิ่มเติมนี่คือวิธีที่คุณสามารถเริ่มต้นและทำให้ธุรกิจอาหารที่บ้านของคุณประสบความสำเร็จ

1. เลือกอาหารที่เหมาะสมในการขาย
การเลือกประเภทอาหารที่ถูกต้องเป็นขั้นตอนแรก โปรดพิจารณาสิ่งต่อไปนี้:
สินค้าที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการเช่น เบเกอรี่ อาหารเพื่อสุขภาพ ขนมขบเคี้ยว หรืออาหารจานโฮมเมดแบบดั้งเดิม
อาหารที่เหมาะกับทักษะของคุณ – เน้นไปที่อาหารที่คุณทำดีที่สุดและอาหารที่ผู้คนชื่นชอบ
อายุการเก็บรักษาที่ยาวนานและบรรจุภัณฑ์ที่สะดวก – หากคุณวางแผนจะขายทางออนไลน์หรือจัดส่ง โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าอาหารยังคงมีความสด

2. เข้าใจกฎระเบียบด้านอาหารในท้องถิ่น
ก่อนเริ่มต้น ควรตรวจสอบกฎหมายด้านอาหารในพื้นที่ของคุณก่อน สถานที่บางแห่งกำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตหรือการตรวจสอบด้านสุขภาพสำหรับธุรกิจอาหารที่ทำที่บ้าน การปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของอาหารจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและสร้างความไว้วางใจจากลูกค้าได้

3. ตั้งค่าธุรกิจของคุณ
หากต้องการให้ธุรกิจอาหารของคุณประสบความสำเร็จ โปรดพิจารณาขั้นตอนสำคัญเหล่านี้:
สร้างแบรนด์ – เลือกชื่อและออกแบบโลโก้ที่เรียบง่ายเพื่อดึงดูดลูกค้า
กำหนดราคาของคุณ – คำนวณต้นทุนส่วนผสม แรงงาน และบรรจุภัณฑ์เพื่อกำหนดราคาที่สามารถแข่งขันได้
ตัดสินใจเลือกช่องทางการขาย – คุณสามารถขายผ่านโซเชียลมีเดีย แอปส่งอาหาร หรือตลาดท้องถิ่น

4. โปรโมตอาหารโฮมเมดของคุณ
การตลาดเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จ ต่อไปนี้เป็นวิธีส่งเสริมธุรกิจของคุณ:
ใช้โซเชียลมีเดีย – แพลตฟอร์มเช่น Facebook, Instagram และ TikTok สามารถช่วยจัดแสดงอาหารของคุณได้
เสนอตัวอย่างและโปรโมชั่น – ให้ลูกค้าที่สนใจได้ชิมอาหารของคุณและมอบส่วนลดพิเศษ
กระตุ้นการตลาดแบบปากต่อปาก – ลูกค้าที่พึงพอใจสามารถช่วยกระจายข่าวสารเกี่ยวกับธุรกิจของคุณได้

5. ให้บริการลูกค้าอย่างดีเยี่ยม
การบริการลูกค้าที่ดีเยี่ยมทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ ตอบคำถามอย่างรวดเร็ว รักษาคุณภาพอาหาร และจัดส่งตรงเวลา ลูกค้าที่พึงพอใจมีแนวโน้มที่จะแนะนำธุรกิจของคุณให้กับผู้อื่น

การขายอาหารทำเองที่บ้านเป็นช่องทางที่ทำกำไรและสนุกสนานในการหารายได้พิเศษได้ การเลือกอาหารที่ถูกต้อง ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ทำการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ และให้บริการลูกค้าอย่างยอดเยี่ยม จะช่วยให้คุณสร้างธุรกิจอาหารที่บ้านที่ประสบความสำเร็จได้ เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ และขยายธุรกิจของคุณตามจังหวะของคุณเอง

7
บริการด้านอาหาร: บริโภคน้ำตาลอย่างไร ให้ห่างไกลเบาหวาน?

โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ในกระแสเลือดมีระดับน้ำตาลสูงกว่าปกติ อันเนื่องมาจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพในการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินลดลง เป็นเหตุให้น้ำระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานก็จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ ได้ง่าย อาทิ ตา ไต รวมไปถึงระบบประสาท ส่วนใหญ่อาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้น ร่างกายจะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนอาหารให้เป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน รวมทั้งโรคเบาหวาน ยังเป็นโรคที่พบมากในคนไทยจำนวนไม่น้อยด้วย

ซึ่งมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการรับประทานที่ชื่นชอบอาหารรสจัดและมักจะใช้เครื่องปรุงรสในการประกอบอาหาร ซึ่งในเครื่องปรุงรสต่างๆนั้น ก็มีน้ำตาลหรือโซเดียมเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคดังกล่าวได้ ทั้งนี้ อาหารหวานหรือของหวานต่างๆ ที่วัยรุ่นหรือเด็กๆที่ชอบรับประทาน ก็ยังมีส่วนผสมของน้ำตาลเป็นจำนวนมาก จึงทำให้โรคเบาหวานมักจะพบได้ในคนที่อายุยังน้อยได้เช่นเดียวกัน ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงการบริโภคน้ำตาล ให้ห่างไกลจากโรคเบาหวาน หรือทำอย่างไรเราถึงจะควบคุมปริมาณน้ำตาลได้ เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่มีพฤติกรรมชอบรับประทานของหวาน ได้หันมาใส่ใจในเรื่องของการบริโภคน้ำตาลมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดน้ำตาลในเลือดสูงหรือลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวานได้

อยากที่เรากล่าวมาตั้งแต่แรกว่า สาเหตุของการเกิดเบาหวาน ก็คือ เกิดจากการที่เรามีน้ำตาลในเลือดสูง หากอยากห่างไกลโรคเบาหวาน ควรเริ่มจากการงดบริโภคน้ำตาลเกินความจำเป็น เลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำตาล น้ำอัดลม ลูกอม หรือขนมหวานต่างๆ ลดการกินข้าวหรือแป้งขัดขาว เพราะข้าวขัดสีมีใยอาหารน้อย ควรหันมารับประทานข้าวกล้อง และธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อให้ได้ใยอาหารที่เพียงพอ ช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาลและช่วยจับไขมันอาหารด้วย นอกจากนี้ การรับประทานผักผลไม้ซึ่งมีใยอาหารสูงก็สามารถช่วยชะลอการดูดซึมของน้ำตาลทำให้ป้องกันโรคเบาหวานได้อีกด้วย ซึ่งการลดการบริโภคน้ำตาล ก็อาจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครหลายคน แต่เราสามารถเริ่มจากลดการเติมน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มลง ใช้สูตรหวานน้อยจากปกติ และค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ลดการดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน และน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง เลือกรับประทานผลไม้สดโดยไม่ต้องจิ้มเกลือน้ำตาล หรืออาจเลือกใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นบางครั้งคราว และเพิ่มการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อช่วยให้เกิดการเผาผลาญน้ำตาลส่วนเกิน ไม่ให้มีการเปลี่ยนรูปเป็นไขมันสะสมอยู่ในร่างกาย ส่วนในกรณีของคนวัยทำงานที่ติดการดื่มเครื่องดื่มในทุกเช้า ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ นม หรือน้ำผลไม้ รู้หรือไม่ว่าเครื่องดื่มแต่ละแก้วมีปริมาณน้ำตาลสูงแค่ไหน เครื่องดื่มบางอย่างแค่แก้วเดียวก็มากเกินปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวันแล้ว แต่หากเลิกไม่ได้จริง ๆ ให้สั่ง “หวานน้อย” เพราะอย่างน้อยก็ยังช่วยลดปริมาณน้ำตาลลงได้บ้าง และที่สำคัญที่สุด การลดความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำตาลในเลือดสูงนั้น ไม่ได้อยู่การลดการบริโภคน้ำตาลเพียงอย่างเดียว เราควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะเมื่อไหร่ที่ร่างกายอ่อนเพลีย ระดับน้ำตาลในเลือดจะไม่คงที่

ร่างกายจึงต้องการพลังงานไปชดเชย โดยเฉพาะความหวาน ที่สามารถลดความเหนื่อยล้า อ่อนแรง และอาการง่วงนอน ดังนั้น หากเรานอนเพียงพออย่างน้อย 6-7 ชั่วโมง ไม่นอนดึก ลดการบริโภคช่วงกลางดึก ร่างกายก็จะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ฮอร์โมนต่างๆ หลั่งออกมาและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีอารมณ์แจ่มใสและไม่เครียด ก็จะไม่รู้สึกอยากของหวานได้อีกด้วย

นอกจากการที่เราเลือกรับประทานอาหารแล้ว สิ่งที่จำเป็นก็คือ การตระหนักถึงความปลอดภัยในการบริโภค โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว ต้องระมัดระวังในการรับประทานอาหารให้มากเป็นพิเศษ และต้องรับประทานอาหารที่ขจัดสารพิษ เพราะอาจจะส่งผลต่ออาการที่เป็นอยู่ได้ และต้องรับประทานให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารต่างๆ ครบในปริมาณที่เหมาะสม ทางเราอยากให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี เพื่อที่จะได้ห่างไกลจากโรคร้ายที่มาจากการไม่เลือกรับประทานอาหาร

8
จัดฟันบางนา: เทคนิคง่ายๆ ในการดูแลช่องปากเพื่อป้องกันปัญหาในการจัดฟัน

วิธีดูแลฟันในขณะที่มี การจัดฟัน อยู่นั้น เรามีเทคนิคดูแลรักษาฟันดีๆมาแนะนำให้กับผู้ที่จัดฟันอยู่กับสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามไปคือ เรื่องของการดูแลนั้นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่มักมีปัญหาอยู่มากมายสำหรับผู้ที่จัดฟันนั้น ต้องยอมรับว่ามีอยู่มากมายจริงๆ เพราะว่าเจ้าเครื่องมือที่ยึดติดบนผิวฟันของเราหรือที่เรียกกันว่า Bracket นั้น ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาภายในช่องปากหากดูแลไม่ดี เพราะการทำความสะอาดที่ยากขึ้นนั่นเอง !

4 เทคนิคช่วยในการดูแลช่องปากเพื่อการป้องกันและลดปัญหาและอย่างถูกวิธี

1.การทำความสะอาด เป็นเรื่องสำคัญมากๆสำหรับคนจัดฟันดังนั้น การดูแลช่องปากและฟันควรจะต้องสะอาดเสมอ เนื่องจากเครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่นบริเวณ bracket มีโอกาสสูงมากๆที่พวกคราบจุลินทรีย์เศษอาหารจะเข้าไปติดอยู่ และ ถือได้ว่าเป็นที่มาหลักๆของการเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบอีกด้วย การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟัน จึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ที่จัดฟัน หลักๆแล้วนั้นควรจะแปรงวันล่ะ 3 ครั้ง
ตั้งแต่ช่วงเช้าตอนตื่นนอน หลังมื้ออาหารทุกมื้อและก่อนนอนอีกด้วย และ ควรใช้แปรงสีฟันเฉพาะ ที่สร้างมาเพื่อการจัดฟันร่วมกับยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ด้วย เพื่อป้องกันฟันผุ และที่สำคัญบ้วนปากทุกครั้งหลังการกินอาหารด้วย

2.อาหาร ขนมและอาหาร ที่ควรหลีกเลี่ยง อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารแข็งๆกรอบๆทั้งหลาย เช่น น้ำแข็ง , ข้าวโพดคั่ว , ถั่วชนิดต่าง ๆ หรือแม้แต่ขนมขบเคี้ยวที่มีลักษณะเหนียวๆ เช่น หมากฝรั่ง ทอฟฟี่และพวกของหวาน เช่น ลูกกวาด น้ำอัดลม เพราะของกินพวกนี้เป็นที่มาของการมีคราบจุลลินทรีย์และคือต้นเหตุหลักของการทำให้เกิดฟันผุได้ดีที่สุด ถ้าหากทั้งกิน แล้วยังคงไม่ทำความสะอาดไม่ดีอีก รับรองฟันผุแน่นอน

3.หลีกเลี่ยงการเคี้ยว กัด ของแข็ง เนื่องจาก วัยส่วนใหญ่ที่จัดฟันนั้น มักเป็นวัยรุ่นอยู่และพฤติกรรมการเคี้ยว กัด แถะ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายมาก ดังนั้น พยายามอย่าขบเคี้ยวของแปลกปลอม เช่น ห้ามกัดดินสอ ยางลบ ที่หนีบกระดาษ
หรือสิ่งอื่นๆเล่น เพราะของแข็งเหล่านี้ นอกจากทำให้เกิดโอกาสที่วัสดุอุปกรณ์ติดฟันนั้นจะหลุดแล้ว ยังอาจจะก่อให้เกิดโอกาสฟันบิ่นหรือแตกได้อีกด้วย

4.งดพฤติกรรมการกัดเล็บเวลาเครียด พฤติกรรมนี้เป็นมากในฝั่งชาวตะวันตก โดยเฉพาะที่ประเทศอเมริกา การกัดเล็บ นอกจากจะเสียบุคคลิกแล้วยังเสี่ยงต่อการทำให้ฟันสึกได้ เพราะคนส่วนใหญ่เวลาที่เครียดมักจะเผลอนั่งกัดเล็บตัวเองโดยที่ไม่รู้ตัว ควรจะฝึกและหลีกเลี่ยง การดูดนิ้ว การกัดเล็บและการใช้ลิ้นดุนพวกเครื่องมือจัดฟันในปากเพราะจะทำให้ฟันไม่เข้าที่และจะกระทบกับแผนการจัดฟันที่คุณหมอวางไว้อีกด้วย

เทคนิคง่ายๆ เพื่อช่วยให้ผู้จัดฟันมีช่องปากที่ดีแล้ว นอกจากจะมีฟันที่สวยงามแล้ว
ยังมีสุขภาพฟันที่ดีอีกด้วย และอย่าลืมพบทันตแพทย์เป็นประจำตามที่ทันตแพทย์นัดเพราะหากไม่ไปพบแล้ว การจัดฟันจะไม่เข้าที่และอาจจะใช้เวลานานกว่าเดิม แถมยังมีปัญหาตามมาอีกมากมายได้


9
Dseelin มีสารอาหารครบ 5 หมู่ และมีโปรตีนสูง สามารถใช้ได้กับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีมีโรคประจำตัว สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องนำสูตรไปปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพของท่าน

ใครทาน D.seelin ได้บ้าง
 ผู้สูงอายุ
 ผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายให้อาหาร
 ผู้มีปัญหาการเคี้ยว เช่น ทำศัลยกรรม
 เด็กที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป

อาหารปั่นผสมพร้อมทาน D.seelin
1 ซองให้คุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่าอาหาร 1 มื้อ
 โปรตีนสูงจากเนื้ออกไก่
 วัตถุดิบสดมีคุณภาพ
 สารอาหารครบถ้วน 5 หมู่

การเก็บรักษา : สามารถเก็บไว้โดยไม่ต้องแช่เย็นควรเก็บในสภาวะแห้งและเย็น

วิธีการรับประทาน มีทั้งหมด 3 วิธี
1.ฉีกซองทานได้ทันที
2.แช่ซองในน้ำอุ่น อุณหภูมิ 90-100 C เวลา 1-2 นาที
3.อุ่นด้วยไมโครเวฟ ความร้อน 800 วัตต์ ( 1 นาที ) / 1300 วัตต์ ( 0.45 ) นาที
*บรรจุภัณฑ์นี้ไม่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ ต้องเทใส่ภาชนะก่อนนำมาอุ่นในไมโครเวฟ*

ข้อแนะนำในการใช้
- เขย่าถุงอาหารให้เป็นเนื้อเดียวกันก่อนรับประทาน
- หลังเปิดซองควรรับประทานให้หมดในครั้งเดียว
- อาจมีการตกตะกอน เนื่องจากมีส่วนประกอบจากธรรมชาติ

อายุของอาหารเก็บได้ 1 ปี
ขนาดบรรจุ 300 กรัม
เลข ( อย ) : 10-1-01554-5-0127

1 ซอง ราคา 95บาท (ชดเชยอาหารครบถ้วนใน 1มื้อ)
6 ซอง ราคา 570 บาท
28 ซอง ราคา 2,660 บาท

 ช่องทางการสั่งซื้อ
Inbox page : https://web.facebook.com/dseelin
Line : @dseelin / https://lin.ee/gOiFMa4
เบอร์ : 085-676-2222
พิกัด  https://shopee.co.th/dseelin_official


10
บริการทำความสะอาด: เคล็ดลับทำความสะอาดแม่บ้านญี่ปุ่น

เคล็ดลับการทำความสะอาดแบบ "แม่บ้านญี่ปุ่น" ไม่ได้เน้นแค่ความสะอาดครับ แต่เน้นที่ "ความเป็นระเบียบ" และ "การรักษาสภาพของใช้ให้ใหม่เสมอ" โดยใช้หลักการที่เรียกว่า "Oosouji" (การทำความสะอาดครั้งใหญ่) และเทคนิคการจัดการพื้นที่แบบ "KonMari"

เคล็ดลับฉบับย่อที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ทันทีครับ:

1. กฎการทิ้งก่อนทำ (Discarding First)

แม่บ้านญี่ปุ่นเชื่อว่าความรกเกิดจากการมีของเยอะเกินไป ไม่ใช่เพราะไม่มีที่เก็บ

เคล็ดลับ: ก่อนจะเริ่มเช็ดถู ให้คัดแยกของตามหมวดหมู่ (เสื้อผ้า, หนังสือ, ของจุกจิก) ของชิ้นไหนที่เห็นแล้วไม่รู้สึก "Spark Joy" หรือไม่ได้ใช้งานเกิน 1 ปี ให้ขอบคุณแล้วทิ้งหรือบริจาคไปครับ

ผลลัพธ์: เมื่อของน้อยลง การทำความสะอาดจะใช้เวลาลดลงถึง 50%

2. เช็ดแบบ "เลื่อนผ่าน" (The One-Stroke Method)

คนญี่ปุ่นนิยมใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าฝ้ายเก่า (Zoukin) ในการเช็ด

เคล็ดลับ: ห้ามเช็ดวนเป็นวงกลมเพราะจะทำให้ฝุ่นกระจายตัว ให้เช็ดเป็นแนว "Z" หรือ "S" จากซ้ายไปขวา และบนลงล่างเพียงรอบเดียว

ทริค: แม่บ้านญี่ปุ่นมักพับผ้าเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ เพื่อให้มีหน้าสัมผัสสะอาดหลายด้าน เมื่อด้านหนึ่งสกปรกก็แค่พลิกหน้าใหม่ ไม่ต้องไปซักผ้าบ่อยๆ

3. พลังของ "เบกกิ้งโซดา" และ "น้ำส้มสายชู"

ญี่ปุ่นเน้นการทำความสะอาดแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและถนอมมือ

คราบมันในครัว: ใช้เบกกิ้งโซดาผสมน้ำเล็กน้อยพอกทิ้งไว้ คราบไขมันจะหลุดออกง่ายมาก

คราบตะกรันในห้องน้ำ: ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำฉีดพ่นตามก๊อกน้ำและกระจก ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก จะเงาวับเหมือนใหม่

กลิ่นอับในรองเท้า: ใส่เบกกิ้งโซดาในถุงผ้าเล็กๆ แล้วยัดไว้ในรองเท้าข้ามคืน

4. เทคนิคจัดเก็บแบบ "ตั้งตรง" (Vertical Storage)

นี่คือหัวใจของความสวยงามสไตล์ญี่ปุ่น

เคล็ดลับ: ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าในลิ้นชัก หรือของในตู้เย็น ให้จัดเก็บแบบ "ตั้งขึ้น" แทนการวางทับซ้อนกัน

ผลลัพธ์: คุณจะเห็นของทุกอย่างในพริบตา ไม่ต้องรื้อให้รก และประหยัดพื้นที่ได้มหาศาล

5. "Reset" บ้านทุกวันก่อนนอน

แม่บ้านญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะทำสิ่งที่เรียกว่า "Daily Reset"

เคล็ดลับ: ใช้เวลาเพียง 10-15 นาที ก่อนเข้านอน จัดหมอนโซฟาให้เข้าที่ เก็บจานชามเข้าตู้ และเช็ดเคาน์เตอร์ครัวให้แห้งสนิท

ปรัชญา: การตื่นมาเจอบ้านที่สะอาดในตอนเช้า คือการให้เกียรติตัวเองและเริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังงานบวก

💡 อุปกรณ์ลับที่แม่บ้านญี่ปุ่นต้องมี:

แปรงสีฟันเก่า: ใช้ขัดตามซอกเล็กๆ เช่น ร่องยาแนว หรือขอบหน้าต่าง

ถุงน่องเก่า: นำไปหุ้มไม้แขวนเสื้อหรือไม้กวาด เพื่อใช้ไฟฟ้าสถิตดึงดูดฝุ่นในที่แคบๆ เช่น ใต้ตู้หรือหลังตู้เย็น

ฟองน้ำเมลามีน (ฟองน้ำวิเศษ): ชุบน้ำเปล่าก็ขัดคราบฝังลึกบนพื้นผิวเรียบได้เกือบทุกอย่าง

หน้า: [1] 2 3 ... 180
โพสต์ฟรี ลงประกาศฟรี ลงโฆษณาฟรี google ลงประกาศขายบ้าน ขายที่ดิน ขายคอนโด ประกาศฟรี ขายฟรี ขายรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารเสริม เครื่องสำอางค์ สถานที่ท่องเที่ยว เว็บประกาศฟรี ติดอันดับ Google