ใส่สายยางให้อาหารสายยางนานเกินไป ส่งผลร้ายต่อร่างกายหรือไม่การใส่สายยางให้อาหารเป็นระยะเวลานาน ส่งผลกระทบต่อร่างกายแน่นอนครับ ทั้งในด้านโครงสร้างร่างกายและระบบการทำงานภายใน โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับชนิดของสายยางที่ใช้ (สายจมูก หรือ สายเจาะหน้าท้อง) และการดูแลรักษาครับ
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากใส่สายยางต่อเนื่องเป็นเวลานาน:
1. ผลกระทบต่อโครงสร้างและเนื้อเยื่อ (กรณีสายจมูก - NG Tube)
หากใช้สายยางสวนทางจมูก (NG Tube) นานเกินไปโดยไม่เปลี่ยนตามกำหนด (ปกติ 2-4 สัปดาห์ต่อครั้ง):
แผลกดทับภายใน: สายยางจะกดทับเนื้อเยื่อในโพรงจมูก คอหอย และหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบ แผลถลอก หรือเนื้อตายได้
ไซนัสอักเสบ: สายยางอาจไปอุดกั้นทางระบายของไซนัส ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและอักเสบตามมา
หูชั้นกลางอักเสบ: สายอาจไปรบกวนท่อระบายความดันในหู (Eustachian tube) ทำให้ปวดหูหรือติดเชื้อ
2. ผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร
ภาวะลำไส้ฝ่อตัว (Bowel Atrophy): แม้จะได้รับอาหารถึงกระเพาะ แต่การที่ร่างกายไม่ได้เคี้ยวและกลืนตามธรรมชาติเป็นเวลานาน อาจทำให้ระบบการย่อยบางส่วนทำงานลดลง
หูรูดหลอดอาหารเสื่อม: การมีสายพาดผ่านหูรูดกระเพาะอาหารนานๆ อาจทำให้หูรูดปิดไม่สนิท ส่งผลให้เกิด โรคกรดไหลย้อน และเสี่ยงต่อการสำลักอาหารลงปอดมากขึ้น
3. ผลกระทบต่อทักษะการกลืน (Disuse Atrophy)
กล้ามเนื้อการกลืนอ่อนแรง: หากผู้ป่วยไม่ได้ฝึกกลืนเลยเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืนจะลีบตัวลง (Use it or lose it) ทำให้ในอนาคตหากต้องการกลับมาฝึกทานทางปากจะทำได้ยากมาก
4. ผลกระทบด้านจิตใจและคุณภาพชีวิต
ผู้ป่วยอาจรู้สึกสูญเสียสุนทรียภาพในการรับรสชาติอาหาร เกิดความเครียด และรู้สึกถึงภาวะพึ่งพิงตลอดเวลา ซึ่งส่งผลต่อกำลังใจในการฟื้นตัว
💡 ทางออกและข้อแนะนำ
การเปลี่ยนชนิดสาย: หากแพทย์ประเมินว่าผู้ป่วยต้องให้อาหารทางสายยางนานกว่า 4-6 สัปดาห์ แพทย์มักแนะนำให้เปลี่ยนจากการใส่สายทางจมูก เป็น "การเจาะหน้าท้อง" (Gastrostomy - PEG) เพื่อลดความเจ็บปวด ลดความเสี่ยงปอดบวมจากการสำลัก และรักษาเนื้อเยื่อในโพรงจมูกครับ
หมั่นทำความสะอาด: หากยังใช้สายจมูก ต้องเช็ดจมูกและเปลี่ยนตำแหน่งพลาสเตอร์บ่อยๆ เพื่อป้องกันแผลกดทับที่ปีกจมูก
ฝึกกลืน: หากร่างกายเอื้ออำนวย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อฝึกกายภาพการกลืน แม้จะยังต้องให้สายยางอยู่ เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบครับ